คุณกำลังประสบปัญหา ปวดหลังลึกๆ ปวดสะโพกแล้วร้าวลงไปตามเรียวขา หรือรู้สึก ชาปลาบๆ เหมือนไฟช็อตที่ปลายเท้า เวลาไอ จาม หรือก้มตัวหรือไม่? อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่ปวดเมื่อยจากการทำงานทั่วไป แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Lumbar Disc Herniation) โรคยอดฮิตที่ไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่พบมากขึ้นเรื่อยๆ ในกลุ่มคนวัยทำงานและพนักงานออฟฟิศ
บทความนี้โดย โรงพยาบาลรักษ์ข้อ (LUX KOR Hospital) จะพาคุณไปทำความเข้าใจสาเหตุ กลไกของโรค วิธีเช็กอาการด้วยตนเอง และเทคโนโลยีการรักษาในปัจจุบันที่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เกิดขึ้นได้อย่างไร?
กระดูกสันหลังของมนุษย์มี หมอนรองกระดูก (Intervertebral Disc) ทำหน้าที่เป็นวงแหวนไฟเบอร์ยืดหยุ่นคอยรับแรงกระแทกระหว่างข้อกระดูก ภายในหมอนรองกระดูกจะมีสารลักษณะคล้ายเจล (Nucleus Pulposus) เมื่อหมอนรองกระดูกเกิดความเสื่อมสภาพตามวัย หรือได้รับการกระแทกจากพฤติกรรมบางอย่าง ผนังวงแหวนไฟเบอร์ภายนอกอาจฉีกขาด ทำให้เจลภายใน ‘ปลิ้น’ หรือ ‘ยื่น’ ออกมาเบียดและกดทับเส้นประสาทสันหลัง (Spinal Nerve) ที่วิ่งเลี้ยงไปตามขา ส่งผลให้เกิดอาการปวดร้าวและชาตามเส้นทางของเส้นประสาทเส้นนั้น (Sciatica)

พฤติกรรมเสี่ยงทำร้ายหมอนรองกระดูกสันหลัง
- การนั่งทำงานท่าเดิมนานๆ (Sedentary Office Life) โดยเฉพาะการนั่งหลังค่อม หรือนั่งชันเข่า
- การยกของหนักผิดท่า การก้มหลังยกของหนักแทนที่จะใช้แรงจากขาส่งพลัง
- ภาวะน้ำหนักตัวเกินและโรคอ้วน ทำให้หมอนรองกระดูกต้องแบกรับแรงกดทับมหาศาลตลอดเวลา
- อุบัติเหตุและการเล่นกีฬา แรงกระแทกจากการเล่นกีฬา หรือการเอี้ยวตัวกระทันหัน
- การสูบบุหรี่ สารนิโคตินในบุหรี่ทำให้ขัดขวางการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูก เร่งให้หมอนรองกระดูกเสื่อมเร็วกว่าปกติ
เช็กสัญญาณเตือน… อาการแบบไหนควรรีบพบแพทย์?
- ปวดหลังร้าวลงขา (Sciatica) อาการปวดเริ่มจากเอวหรือสะโพก แล่นลงไปตามต้นขา ข้างขา หรือหลังเท้า
- อาการชาและความรู้สึกเปลี่ยนไป รู้สึกหนาๆ เหมือนมีเข็มหมุดแทง หรือชาที่ปลายเท้า
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง เริ่มยกข้อเท้าไม่ขึ้น กระดกนิ้วหัวแม่เท้าลำบาก เดินแล้วสะดุดบ่อย
🔴 สัญญาณอันตรายรุนแรง หากมีอาการ กลั้นอุจจาระหรือปัสสาวะไม่ได้ หรือชาบริเวณขาหนีบ/อวัยวะเพศ (Cauda Equina Syndrome) ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการผ่าตัดทันที

แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการรักษา
- การตรวจวินิจฉัยเชิงลึก
- การตรวจร่างกายทางออร์โธปิดิกส์ เช่น การทดสอบยกขาตรง (Straight Leg Raise Test)
- การตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อยืนยันตำแหน่งและขนาดของหมอนรองกระดูกที่กดทับเส้นประสาทได้อย่างแม่นยำ
- การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (Conservative Treatment)
ผู้ป่วยกว่า 80-90% สามารถหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หากเข้ารับการรักษาในระยะเริ่มต้น
- การรับประทานยา ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) และยาคลายกล้ามเนื้อ
- กายภาพบำบัด ใช้เครื่องมือลดปวด เช่น PMS (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า), Ultrasound และการดึงหลัง (Traction)
- การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงกระดูกสันหลัง (ESI – Epidural Steroid Injection) เพื่อลดการอักเสบและบวมของเส้นประสาท ช่วยบรรเทาอาการปวดรวดเร็วโดยไม่ต้องผ่าตัด
- การรักษาด้วยเทคโนโลยีผ่าตัดส่องกล้อง (Endoscopic Discectomy)
หากการรักษาแบบไม่ผ่าตัดไม่ได้ผลภายใน 6-8 สัปดาห์ หรือมีกล้ามเนื้ออ่อนแรง ศัลยแพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดส่องกล้อง Endoscopic Discectomy
- แผลขนาดเล็กมาก (ประมาณ 1 ซม.[1] )
- บาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อข้างเคียงน้อยมาก
- เสียเลือดน้อย ไม่ต้องดมยาสลบในบางราย
- ฟื้นตัวไว สามารถลุกเดินได้หลังผ่าตัด และกลับบ้านได้ภายใน 1-2 วัน
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q: เป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ต้องผ่าตัดทุกคนไหม?
A: ไม่จำเป็นครับ ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรักษาหายได้ด้วยการรับประทานยา ทำกายภาพบำบัด หรือฉีดยา ESI การผ่าตัดจะทำเฉพาะผู้ป่วยที่รักษาแล้วไม่ดีขึ้น มีกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้เท่านั้น
สรุป
อาการปวดหลังร้าวลงขาจาก หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม การเข้าพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้คุณเข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างตรงจุด โดยไม่ต้องทนทรมานจากความปวด ปรึกษาทีมศัลยแพทย์กระดูกและข้อได้ที่ โรงพยาบาลรักษ์ข้อ (LUX KOR Hospital)
- American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS) (อ้างอิงข้อมูลทางการแพทย์ระดับสากลเรื่อง Herniated Disc)
- North American Spine Society (NASS) (อ้างอิงแนวทางการรักษาโรคกระดูกสันหลังและเทคโนโลยีส่องกล้อง)
- ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย (RCOST) (อ้างอิงแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคกระดูกและข้อในประเทศไทย)



